Topics

การมองเห็นโดยตรง

สายตาแห่งการสังเกต ซึ่งสามารถสำรวจอาณาบริเวณที่มองไม่เห็น เปิดเผยความเป็นจริงนี้ว่า ทั้งหมดที่เราเห็น ได้ยิน รู้สึก เข้าใจและสัมผัส ซึ่งยังคงอยู่ในปริมณฑลของสติปัญญา ยังไม่สามารถได้รับการพิสูจน์นกล่าวได้ว่า เป็นความจริง และเมื่อมีการวิเคราะห์กิจกรรมใดที่ได้รบการปฏิบัติในขอบเขตของสติปัญญาและจิตสำนึกด้วยความละเอียด และหยั่งรู้ เราจะพบว่าตัวเองคลำหาไปรอบๆ ในความคิด

ในความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตาม สายตาแสดงบทบาทที่สำคัญและเป็นพื้นฐานสุด เมื่อมองเห็นสรรพสิ่ง ความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้นเราทั้งข้อมูลที่มากขึ้นและเพื่อให้รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นมากขึ้น มิฉะนั้น เมื่อเราบังเอิญมีความรู้เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง เรารู้สึกเสมือนมีข้อมูลมากขึ้นและปรารถนา จะเห็นสิ่งนั้น ตราบเท่าที่สายตาได้รับความสนใจ เราทั้งหมดรู้ว่าในการมองบางสิ่ง สายตาต้องจับจ้องไปที่เป้าหมาย ถ้าไม่มีเป้าหมายอยู่ในสายตา ตาก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ การแสดงเช่นนี้จึงเป็นการบังคับว่า ในการมองเห็นนั้นจำเป็นต้องมีเป้าหมายอยู่ ดังนั้น คุณสมบัติของวัตถุที่สายตาจ้องมองสามารถสะท้อนลงบนจอภาพของผู้มองได้

กฎ สิ่งเดียวที่สมารถมองเห็นได้ คือ สิ่งที่สะท้อนบนจอภาพจิตใจของเราเท่านั้น ไม่เป็นการผิดพลาดแต่ประการใดที่จะกล่าวว่า จิตใจของเรารู้สึกเฉพาะสิ่งที่สายตาถ่ายทอดให้เท่านั้น เมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่าง ความคิดนำเราไปสู่การตัดสินความเป็นจริง และความหมายของมัน หรือความใกล้ไกล ความเป็นจริงของสิ่งนั้น ในขอบเขตของ ความรู้ที่ได้รับการทำงานของสายตาสามารถทำหน้าที่ได้และโดยสมมติ นี่หมายความว่าสายตายังคงเปลี่ยนแปลงด้วยการผันแปรของวัตถุ สายตาที่ทำงานนั้น ความรู้ซึ่งนำเสนอให้คือสภาพที่เป็นจริง เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือผันแปรในสายตานี้ ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้มีสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณบังเอิญพบกับเทวทูต เขาจะไม่พบ

ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเทวทูต แม้ถ้าเห็นเทวทูตนั้นล่วงไปอีก 100 ปีต่อมา เมื่อมองเห็นวิญญาณ ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม วิญญาณดังกล่าวก็จะปรากฏเหมือนเมื่อมองเห็นก่อนหน้านี้

สิ่งที่แตกต่างจากกรณีนี้คือ เมื่อบุคคลบังเอิญเห็นทอม ในยามหนุ่มแน่น และเห็นเขาอีกครั้งหนึ่งหลังจากเวลาล่วงเลยไปเป็น 10 ปีเขาจะพบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในรูปร่างหน้าตาของทอม ความรู้สึกแห่งจิตสำนึกสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงและความผันแปร และการมองเห็นอาณาบริเวณซึ่งไม่มีความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงเรียกว่า การมองเห็นโดยตรงการมองเห็นโดยอ้อมคือ สายตาจิตสำนึกและการมองเห็นโดยตรงคือ สายตาจิตไร้สำนึกสายตาจิตสำนึกนั้นสามารถทำหน้าที่ได้และโดยสมมติ สายตาจิตไร้สำนึกนั้นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและเป็นจริง

ใจความสำคัญในคำสอนของบรรดาศาสดาของพระเจ้าก็คือ หลังจากมนุษย์ละทิ้งสายตาแบบมายาคติแล้ว ควรจะแสวงหาสายตาที่มองเห็นความเป็นจริงให้ตัวเอง การเข้าไปสู่สิ่งหนึ่งหลังออกจากอีกสิ่งหนึ่ง หรือได้รับสิ่งหนึ่งหลังจากละทิ้งอีกสิ่งหนึ่ง จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ เราสามารถแยกตัวอเองจากสิ่งที่จะละทิ้งในเชิงจิตวิญญาณนิยม พฤติกรรมที่แยกตัวเองออกนี้ เรียกว่า การละทิ้ง และเมื่อบุคคลจัดการละทิ้งตัวเองแล้ว เขาก็จะเห็นโลกแห่งความเป็นจริง

มุรอกอบะฮ์ คือ บทเรียนแรกในการละทิ้งตนเอง มุรอกอบะฮ์คือการกระทำที่ไม่มีการอธิบายทางตรรกะ ยกเว้นที่ว่ามีสายตา 2 ประเภทในตัวมนุษย์ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในเวลาเดียวกัน สายตาประเภทหนึ่งมีขอบเขตและไม่สามารถมองเห็นได้โดยปราศจากสื่อกลาง และอีกประเภทหนึ่งไม่มีขอบเขต และไม่ต้องการสื่อกลางในการมองเห็น อวกาศที่มีมิติ คือสื่อทางวัตถุของสายตา ดวงตาที่เป็นสสารไม่สามารถมองเหนือขอบเขตของจักรวาล และถ้าจักรวาลถูกเคลื่อนย้ายออกไป ก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้โดยการทดลองพื้นๆ เพียงเพ่งสายตาไปยังจุดหนึ่งอย่างแน่วแน่ เพื่อที่จะไม่ให้เปลือกตาและนัยน์ตาเคลื่อนไหว เมื่อดวงตาหยุดการเคลื่อนไหว จะไม่มีสิ่งใดอยู่ต่อหน้าสายตา ยกเว้นแสงและอวกาศที่ว่างเปล่า

กฏ ในความรู้สึกทางมายาคติ การทำหน้าที่ของการมองเห็นเกิดขึ้น เมื่อนัยน์ตาเคลื่อนไหวและเปลือกตากระพริบ เมื่อเปลือกตาหยุดเคลื่อนไหวภายในไม่กี่วินาที เขาจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดนอกจากความมืด การกระพริบของเปลือกตาสัมผัสกับนัยน์ตาอย่างแผ่วเบา ซึ่งช่วยในการเคลื่อนย้ายจิตภาพวัตถุ ภายนอกเข้าไปสู่จอภาพในจิตใจของเรา

ตัวอย่าง มีกล้องถ่ายรูปรรจุฟิลม์ไว้ กล้องถ่ายรูปติดตั้งด้วยเลนส์ คุณภาพดีเลิศ มีแสงที่พอเหมาะในการถ่ายรูป เลนส์ กล้องถ่ายรูปแทนดวงตา และฟีลม์แทนจอภาพของจิตใจ ชัตเตอร์ กล้องถ่ายรูป ทำงานเหมือนการกระพริบตา ถ้าปุ่มชัตเตอร์กล้องไม่ถูกกดเพื่อถ่ายภาพ ภาพวัตถุก็จะไม่ถูกถ่ายทอดไปยังฟิลม์ เช่นเดียวกับตราบเท่าที่เปลือกตายังไม่สัมผัสกับนัยน์ตาด้วยการกระพริบ รอยประทับก็ยังไม่ถูกจารึกลงบนจอภาพจิตใจ ตามทรรศนะของวิทยาศาสตรสมัยใหม่ ภาพวัตถุยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนจอภาพจิตใจราว 15 วินาที ภาพนี้ค่อยๆ สลัวลงไป จนกระทั่งกระจ่างชัดเจนขึ้นมา แล้วค่อยๆ จางหายไปก่อนที่เวลา 15 วินาที จะผ่านไปภาพอื่นๆ ก็จะเข้ามาแทนที่ ถ้าการกระพริบของเปลือยตาถูกควบคุมและหยุดเกินกว่า 15 วินาทีแล้ว ภาพเดิมก็ยังคงย้อนกลับมาอยู่บนจอภาพจิตใจของเรา

เมื่อผู้นั่งหลับตาทำมุรอกอบะฮ์ นัยน์ตา และเปลือกตายังคงเคลื่อนไหวอยู่ แม้ว่าเมื่อหลับตาการกระพริบจะหยุดลงชั่วคราว แต่นัยน์ตาไม่ได้หยุดและด้วยการเคลื่อนที่ของนัยน์ตาเปลือกตาจึงยังคงเคลื่อนไหว ซึ่งแทนที่การกระพริบ นั่นคือ การเคลื่อนย้ายจิตภาพยังคงเกิดขึ้นบนจอภาพจิตใจ ผู้ที่ทำมุรอกอบะฮ์เพ่งจิตใจไปยังจุดหนึ่ง ในกรณีนี้จุดหนึ่งโดยปกติคือมโนภาพของครูนั้นคือ เขาเพ่งศักยภาพการมองเห็นทั้งหมด มุ่งสมาธิไปในความคิดเกี่ยวกับครูทางจิตวิญญาณของเขา เพื่อให้ได้จิตภาพของครูบนจอภาพของครูบนจอภาพจิตใจของตน ตราบเท่าที่เขายังคงอยู่ในสถานะปฏิบัติมุรอกอบะฮ์

กฎ คุณสมบัติ คุณลักษณะและศักยภาพที่เกี่ยวพันกับจิตภาพ ก็ถ่ายเทไปบนจอภาพจิตใจด้วย เมื่อภาพถูกสร้างขึ้นบนจอภาพจริง และจิตใจสัมผัสรู้สิ่งเหล่านั้น ตามลำดับ

ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้หนึ่งมองดูไฟ เมื่อภาพไฟถ่ายเทไปบนจอภาพอารมณ์ จิตใจรับรู้ ใอและความร้อนของไฟ ผู้ที่อยู่ในสวนมีความสุขกับความสดชื่นร่มเย็นของต้นไม้ในหญ้าในสวน ซึ่งสร้างจิตภาพบนจอภาพจิตใจของเขา เช่นกันเมื่อจิตภาพของครูทางจิตวิญญาณถ่ายทอดไปยังจอภาพจิตใจความรู้ที่ปรากฏ ซึ่งทำหน้าที่อยู่ในครูทางจิตวิญญาณ ก็ถ่ายทอดไปด้วย และจิตใจของนักเรียนจะค่อยๆ ปรับตัวไปเหมือนกัน 

Topics


Parapsychology (Thai)

ควาญะฮ ชัมซุดดีน อะซีมี

และถูกนำเสนอในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล

คนส่วนใหญ่รู้จักควาญะฮ์ชัมซุดดีน อะซีมี เพราะรูปแบบการเขียนที่เป็นเลิศ ท่านเป็นเจ้าของหนังสือมากกว่า 13 เล่ม รวมทั้งแผ่นพับ และเอกสารต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งพูดถึงขอบข่ายความรู้สึกทางด้านอภิปรัชญา นอกจากกลวิธีการเขียนที่ดีเลิศแล้ว สำนวนภาษาที่ใช้ยังง่ายต่อความเข้าใจของคนทั่วไปด้วย ผลงานของท่านในการสร้างความเป็นวิทยาศาสตร์ และความเป็นสถาบันให้กับองค์ความรู้เก่าแก่ ที่ท่านรับมาจากครูของท่าน ไม่อาจกล่าวเป็นอื่นได้นอกจากความโดดเด่นน่าสนใจ

ควาญะฮ์ ชัมซุดดีน อะซีมี ซึ่งได้รับการฝึกฝนจากครูของท่านคือท่าน กอลันดาร บาบา เอาลิยาอ์